Showing posts with label ห้วยกระเจา. Show all posts
Showing posts with label ห้วยกระเจา. Show all posts

Sunday, February 19, 2017

ความลับของ ย.ยักษ์

เรื่องและภาพโดย กลุ่มที่ ๔ นิภาพร เบ็ญพาด ปณิลดา เบ็ญพาด จุฑาทิพย์ บุญเมฆ อฑิตยา แสงเพ็ชรอ่อน และสิขรินทร์ เปรมปรีดิ์ ผลงานสารคดีกลุ่มจากโครงการอบรมเยาวชน Youth Bloggers รุ่นที่ ๙


ยักษ์ในความคิดของท่านของอาจจะเป็นสิ่งดุร้ายและน่ากลัว แต่ก็ไม่เสมอไป สำหรับยักษ์ที่ข้าพเจ้ากำลังจะกล่าวถึงต่อจากนี้

ในวัดทิพย์สุคนธารามมีพระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ในพระบรมราชินูปถัมภ์ที่เป็นจุดไฮไลต์

ส่วนใหญ่ถ้าพูดถึงวัดทิพย์สุคนธาราม คนทั่วไปต้องนึกถึงพระปางขอฝนองค์นี้เป็นสิ่งแรก


แต่ท่านคงไม่ได้สังเกตว่า จะมียักษ์อีกสองตนยืนอยู่ทางด้านซ้ายและด้านขวาขององค์พระพุทธเมตตา ฯ ด้านซ้ายเป็นยักษ์ตัวสีแดง และด้านขวาเป็นยักษ์ตัวสีเขียว

ท่านอาจจะเคยเห็นรูปปั้นยักษ์แบบนี้ในหลายวัดหรือตามสถานที่ต่างๆ ดิฉันได้ไปเก็บภาพแล้วเกิดความสงสัยว่ายักษ์ทั้งสองตนนี้มีหน้าที่อะไร แล้วทำไมถึงมาตั้งอยู่ที่วัดทิพย์สุคนธาราม

สอบถามข้อมูลจากคุณพรธิดา สกุลสินเพ็ชร (แป้ง) เจ้าบ้านน้อยจิตอาสาพาชมพุทธอุทยาน ของทางวัดทิพย์สุคนธาราม ก็ได้ทราบว่า ยักษ์ตนสีเขียวมีนามว่า ท้าวสุบรรณคีรี (ทศกัณฐ์) ส่วนยักษ์ตนสีแดงมีนามว่า ท้าวไวยเวศ ยักษ์ทั้งสองตนจะคอยปกปักรักษาวัดทิพย์สุคนธารามจากสิ่งชั่วร้าย ไม่ให้เข้ามาทำลายพระพุทธศาสนา


ที่สำคัญยังเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองวัดทิพย์สุคนธารามให้สืบทอดพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป


รู้หรือยังวัดทิพย์ฯก็มีทะเลนะ


เรื่องและภาพโดย กลุ่มที่ ๕ นางสาวพรธิดา สกุลสินเพ็ชร นางสาวปวิตรา ชำนาญ นางสาวบุษราคัม พลกลาง นางสาวพัชราภรณ์ ปานเพชร นางสาวชลลดา วงษ์สนิท และนางสาวจันทรัตน์ จันทะบุตร
ผลงานสารคดีดีเด่นประเภทกลุ่มในการอบรมเยาวชน Youth Bloggers รุ่นที่ ๙ 

นอกจากองค์พระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ พระพุทธรูปปางขอฝนที่เป็นไฮไลท์ของวัดทิพย์สุคนธารามแล้ว

ยังมีอ่างเก็บน้ำในพระบรมราชินูปถัมภ์ ซึ่งมีทั้งหมด ๓ อ่าง สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งน้ำสำหรับนำมาใช้ประโยชน์ภายในโครงการ ฯ และยังแจกจ่ายชาวบ้านรอบ ๆ  


แต่อ่างที่เป็นไฮไลท์ที่สุด คืออ่างที่สอง เนื่องจากมีความสวยงามเหมือนทะเลขนาดย่อม ๆ เพราะผืนน้ำสะท้อนกับท้องฟ้าจนเห็นเป็นสีฟ้าคราม 

เป็นจุดสนใจของวัยรุ่นในอำเภอห้วยกระเจาแวะเวียนมาเที่ยวถ่ายภาพกันเสมอ

บริเวณอ่างที่สองยังมี "ต้นแจง" ที่อยู่บนเกาะเล็ก ๆ กลางอ่างนั้นด้วย 

มีเรื่องเล่าว่าระหว่างที่กำลังทำการขุดอ่างเก็บน้ำอยู่นั้น คนงานได้พบงูใหญ่อยู่ตรงต้นเเจงด้วย ต่อมาจึงได้มีการสร้างศาลเพื่อให้ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯได้สักการะ

เรื่องปาฏิหาริย์อีกเรื่องคือต้นแจงเป็นไม้ยืนต้นที่ไม่ชอบน้ำ แต่เมื่อผันน้ำเข้ามาในอ่างแล้ว ต้นแจงยังยืนต้นอยู่ได้ ชาวบ้านถือว่าคือเรื่องที่น่าอัศจรรย์




Thursday, February 16, 2017

พระผู้ฝากดีไว้กับชาวสระลงเรือ

 ประติมากรรมหลวงพ่อหล่วน ประดิษฐานในมณฑป

พรธิดา สกุลสินเพชร...เรื่องและภาพ
ผลงานรางวัลเนื้อหาสารคดีดีเด่นจากการอบรมเยาวชน YOUTH BLOGGERS รุ่นที่ ๙
ตั้งแต่เด็กยันโตฉันจำได้ว่าที่วัดสระลงเรือจะมีงานประจำปีทุกปี
พอถามย่าว่าเป็นงานอะไร ย่าก็บอกว่าเป็นงานประจำปีหลวงพ่อหล่วน แต่ฉันไม่เคยถามต่อ ว่าหลวงพ่อหล่วนเป็นใคร 
มารู้ทีหลัง ว่าหลวงพ่อหล่วน กนฺตสีโล คืออดีตเจ้าอาวาสวัดสระลงเรือ เป็นผู้ที่ทำให้วัดสระลงเรือเริ่มเป็นที่รู้จักในสมัยก่อน ด้วยอุปนิสัยที่ใจดี เคร่งครัดในศีล และเป็นที่เคารพนับถือในบรรดาชาวบ้านสระลงเรือสมัยนั้น เมื่อท่านมรณภาพลง จึงได้มีการสร้างมณฑปและมีรูปเหมือนของท่าน ตั้งอยู่บริเวณหน้ากุฏิของพระสงฆ์
 มณฑปหลวงพ่อหล่วน

ต่อมาได้มีการจัดทำจี้สร้อยคอเป็นรูปของหลวงพ่อหล่วน เพื่อให้ชาวบ้านนำไปบูชา มีการกล่าวขานถึงความศักดิ์สิทธิ์ของจี้หลวงพ่อหล่วนสืบต่อกันมา คุณป้าสงวน ปิ่นกุมภีร์ อายุ ๗๕ ปี เล่าว่า ครั้งหนึ่งได้มีนักท่องเที่ยวจากจังหวัดเลยมาเที่ยววัดสระลงเรือ และได้เช่าบูชาจี้หลวงพ่อหล่วนไปเป็นจำนวนหลายองค์ ระหว่างเดินทางกลับเกิดประสบอุบัติเหตุ แต่ไม่มีใครเป็นอะไรเลย เขาเชื่อว่าเป็นบารมีของหลวงพ่อหล่วนที่ช่วยคุ้มครอง จึงได้กลับมาไหว้และเช่าบูชาจี้ไปอีกหลายองค์
 จี้ห้อยคอหลวงพ่อหล่วน

คุณป้าสงวนเล่าต่ออีกว่า หลวงพ่อหล่วนท่านใจดี ใครเป็นคนดี ขออะไรท่านก็ให้ทั้งนั้น ถ้าอยากเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นไปอีก ให้ห้อยจี้ทั้งหลวงพ่อหล่วนและหลวงพ่อดำ พระประธานโบราณของวัดสระลงเรือด้วย ท่านจะคุ้มครองให้แคล้วคลาดปลอดภัย ถ้าจะบนบานศาลกล่าว ก็ให้บนทั้งสองที่ เพราะบารมีของหลวงพ่อทั้งสองจะช่วยให้ประสบความสำเร็จ
ปัจจุบันยังคงมีการจัดงานประจำปีขึ้นทุกปี เพื่อเป็นการทำบุญและระลึกถึงคุณงามความดีหลวงพ่อหล่วนอยู่เสมอ
 ผู้มาเยือนไหว้สักการะรูปหลวงพ่อหล่วน



Monday, February 1, 2016

หมู่บ้านเหมืองแร่


กมลชนก สิงห์จันทึก...เรื่องและภาพ
รางวัลชนะเลิศการประกวด YOUTH BLOGGERS "แหล่งท่องเที่ยวใกล้บ้าน" ครั้งที่ ๑ 
ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์เยาวชนตากล้องท่องเที่ยวไทย อนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

ขึ้นชื่อว่าเหมืองแร่พนมทวน ทุก ๆ คนอาจสงสัยว่าสถานที่นี้มันอยู่ที่ไหนของอำเภอห้วยกระเจา แต่สำหรับฉันนั้นรู้จักเป็นอย่างดี เพราะที่นี่ก็คือหมู่บ้านของฉันเอง ฉันเกิดที่นี่ อยู่ที่นี่ หมู่บ้านของฉันไม่มีถนนลาดยาง ไม่มีที่เติมเงินโทรศัพท์ ไม่มีที่เติมน้ำมัน ไม่มีไวฟายใช้ แต่สิ่งที่ที่อื่นไม่มีเหมือนหมู่บ้านของฉันก็คือภูเขาลูกโต ๆ ที่อยู่รอบ ๆ หมู่บ้าน ต้นไม้ใบหญ้า ที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เจอ และอีกสิ่งหนึ่งก็คือ  บ่อน้ำเขียว “ หากทุกคนสงสัยว่าคืออะไร ก็ตามมาเลย


จากที่ได้เอ่ยมาข้างต้น ทุกคนอาจคิดว่า “ บ่อน้ำเขียว “ คงจะเป็นบ่อกลม ๆ และมีน้ำสีเขียว หากเพื่อน ๆ คิดแบบนี้ก็เกือบจะถูกแล้ว เพราะว่าบ่อน้ำเขียวนั้นมีสีเขียวจริง แต่ไม่เป็นวงกลม และที่เรียกว่าบ่อน้ำเขียวนั้น  คนเฒ่าคนแก่ที่หมู่บ้านของฉันได้เล่าว่าแต่ก่อนเป็นเหมืองแร่ มีคนมาทำงานกันมากมาย เลยมีการขุดเจาะแร่โดยใช้ระเบิด ก็ระเบิดกันทุก ๆ วัน จนนานเข้า ก็กลายเป็นบ่อขนาดใหญ่ คนเฒ่าคนแก่บอกว่ามันลึกมากขนาดที่ยืนอยู่ด้านบนแล้วมองลงไปด้านล่างเห็นรถสิบล้อเป็นคันนิดเดียว  พอเวลาผ่านไปเหมืองแร่ก็ไม่มีแร่ทำ และเลิกทำไปในที่สุด หลุมที่พวกเขาระเบิดลงไปหาแร่ก็ถูกเติมเต็มด้วยน้ำ และที่น้ำเป็นสีเขียวก็เป็นเพราะว่ามีแร่อยู่เป็นจำนวนมากในบ่อน้ำนั้น


นอกจากภูเขาลูกโต ๆ ที่ต้นไม้ขึ้นเต็มไปหมด ในหมู่บ้านของฉันนั้นก็ยังมี “ศาล” หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกคนมักจะเรียกกันว่า “ศาลเจ้าพ่อเขาแดง ”  หรือเรียกสั้นๆก็คือ “พ่อปู่”  ที่เรียกว่าว่าเจ้าพ่อเขาแดงเพราะภูเขาที่อยู่ด้านข้างเป็นสีแดง ในสมัยก่อนแม่ขอฉันบอกว่าช่วงเดือน ๙  ขึ้น ๙ ค่ำ  จะมีงานมาถวายให้พ่อปู่เสมอ และศาลพ่อปู่นี้ก็มีอายุประมาณ ๑๐๐ ปีได้ แต่ศาลที่นี้ไม่ได้แม่นหวย แต่ศักดิ์สิทธิ์ในการบนขอไม่ให้ถูกทหาร ช่วงเดือนเมษายนจะมีคนต่างมาบนขอพ่อปู่ไม่ให้ถูกทหารกันมากมาย แต่การบนก็มีข้อจำกัดนะ คนที่จะมาขอจะได้แค่  ๔ คนเท่านั้น ดังนั้นหากใครสนใจก็แวะมาได้นะ


หมู่บ้านของฉันขึ้นชื่อว่ามีต้นไม้เยอะ ก็ต้องมีต้นไม้ที่มีอายุที่มาก นั่นก็คือต้นยางอินเดีย มันมีอายุประมาณ ๑๐๐ ปีได้ มีเพียง ๒ ต้นเท่านั้น และต้นไม้ที่อยู่ข้างเคียงก็มีอายุที่ไม่ต่างกัน ก็คือต้นไม้สามกษัตริย์ได้แก่ ต้นแจง ต้นตะแบก  ต้นป้าว  นอกจากนี้หมู่บ้านของฉันยังมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย


ฉันภูมิใจและดีใจที่ได้มาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ถึงจะไม่มีอะไรที่สะดวกสบาย แต่ถ้าหากให้ย้อนเวลากลับไปฉันก็ยังคงเลือกที่จะอยู่ที่นี่เช่นเดิม