Showing posts with label วัดไผ่โรงวัว. Show all posts
Showing posts with label วัดไผ่โรงวัว. Show all posts

Thursday, June 1, 2017

"ปลาร้าซิ่ง" เด็ดจริงต้องวัดไผ่โรงวัว

เรื่องและภาพโดย  กลุ่ม 4 in 1 นางสาวภัสพร จันทร์เสียงเย็น นางสาวเกวลิน นักจะเข้ นางสาวพรทิพา ศรีโปฎก นางสาวฐิติกานต์ ชาวบางแก้ว และนายธนกฤต พูดเพราะ
ผลงานรางวัลประเภทกลุ่มดีเด่น โครงการอบรมเยาวชน Youth bloggers รุ่น ๑๒  โรงเรียนบางลี่วิทยา
           
           พูดถึงเรื่องของกินพื้นบ้านของคนไทยนั้นมีหลายอย่างมากมาย แต่ในวันนี้ของกินที่จะนำมาเสนอ ก็คือ...ปลาร้า 
            
            ปลาเป็นอาหารหลักคนไทยมาตั้งแต่โบราณ สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลาอย่าง คนโบราณเลยคิดวิธีที่จะนำปลามาทำให้ได้อยู่ได้นาน จึงนำปลามาทำเป็นปลาร้า เป็นการถนอมอาหารให้รับประทานได้นาน ๆปลาร้าจึงเป็นอาหารที่นิยมค่อนข้างมากในประเทศไทย


           "ปลาร้าวัดไผ่โรงวัว" เป็นที่ขึ้นชื่อมากแห่งหนึ่ง นอกจากจะมีสถาปัตยกรรมและประติมากรรมสวย ๆ ก็ยังมีของฝากยอดฮิตที่คนที่มาเที่ยวที่วัดไผ่โรงวัวต้องซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านกันทุกคน พราะในวัดไผ่โรงวัวมีร้านขายปลาร้าวางเรียงรายมากมาย ให้คนที่มาเที่ยวชมวัดไผ่โรงวัวได้เลือกซื้อกันตามใจชอบ 

               กลุ่ม 4 in 1ของเรา ได้ไปสอบถาม พูดคุย กับแม่ค้าที่ขายปลาร้าอยู่ในวัดไผ่โรงวัว เกี่ยวกับวิธีการทำปลาร้าให้มีรสชาติที่อร่อย จนหลายๆคนต้องติดอกติดใจ

               แม่ค้าได้บอกถึงวิธีการทำกับกลุ่มของเราว่า 

               "นำปลามาล้างทำความสะอาด แล้วนำปลามาคลุกเกลือแล้วหมักทิ้งไว้ 2-3 อาทิตย์ พอถึงกำหนดก็นำปลามาล้างให้สะอาด แล้วนำไปคลุกเกลือกับข้าวคั่ว แล้วหมักทิ้งไว้ ๒-๓ เดือน ก็สามารถนำมาวางขายได้ " 

             แม่ค้ายังเน้นย้ำตอนท้ายอีกว่า "สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องความสะอาด ความปลอดภัยของลูกค้า" 

                สิ่งที่ทำให้คนที่มาเที่ยว ณ วัดไผ่โรงวัว ต้องติดใจกันทุกคน คือความใส่ใจในการทำของแม่ค้าทุกคน ที่คำนึงถึงลูกค้าอยู่ตลอดเวลา ทำให้คนที่มาเที่ยวติดใจ แล้วบอกต่อกันไปเรื่อย ๆ จนทำให้มีคนรู้จักปลาร้าวัดไผ่โรงวัวอย่างทั่วถึง

                สำหรับคนที่อยากชิมปลาร้าหรือชมสถาปัตยกรรมและประติมากรรมสวยๆ ที่วัดไผ่โรงวัวสามารถมาเที่ยวชมวัดไผ่โรงวัวได้ทุกวันเลยจ้า แม่ค้าและคนในชุมชนน่ารักมาก ยิ้มแย้มกันทุกคน สามารถสอบถามเรื่องต่าง ๆ ได้เลย
              ชาวอำเภอสองพี่น้องยินดีต้อนรับทุกๆคนที่มาเที่ยวชมวัดไผ่โรงวัวนะค่ะ

              วัดไผ่โรงวัวตั้งอยู่ที่ : ตำบลบางตาเถร อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี


Tuesday, May 30, 2017

ศิลปกรรมกรรมหลังความตายที่วัดไผ่โรงวัว



สุดารัตน์ คุ้มเนตร...เรื่องและภาพ
ผลงานรางวัลเนื้อหาดีเด่นในโครงการอบรมเยาวชน Youth Bloggers รุ่นที่ ๑๒  โรงเรียนบางลี่วิทยา จังหวัดสุพรรณบุรี 


          "การเข้าวัดเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ" นี่คือความคิดของเด็กไทยส่วนใหญ่ในสมัยปัจจุบัน 

           แต่นั่นก็เป็นเพียงมุมมองเดียวที่มีต่อสถานที่สำคัญในพระพุทธศาสนา แต่ถ้าลองกวาดสายตามองให้ดีอย่างรอบคอบ คุณจะพบเห็นความน่าสนใจ

             ในวัดนั้นมีสถานที่ที่น่าสนใจมากมายอยู่เพียงแต่ว่าคุณ "มองไม่เห็น" หรือไม่คุณก็ "ไม่ได้สังเกต" 

             วันนี้ ดิฉันขอนำเสนอสถานที่ซึ่งเด็กสมัยปัจจุบันบางส่วนคิดว่าน่าเบื่อ นั่นก็คือ "วัด"

             วัดแห่งนี้มีชื่อเรียกไม่สั้นไม่ยาวนักว่า "วัดไผ่โรงวัว" วัดเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ในแถบชานอำเภอสองพี่น้อง ในจังหวัดสุพรรณบุรี สถานที่สำหรับความทรงจำดี ๆ ที่คุณต้องลืมไม่ลง 

             เพราะเมื่อคุณได้ย่างกรายเข้าไปแล้ว คุณจะสัมผัสได้ว่าไม่มีอะไรน่าเบื่อเลยสักนิด สถานที่แห่งนี้ มีสถาปัตยกรรมต่างๆที่นำเสนอแก่สายตาผู้มาเยี่ยมชมมากมาย ตั้งแต่ประตูวัด ไปจนถึงเขตสิ้นสุดของวัดเลยทีเดียว


                และสถานที่อันเป็นที่ดึงดูดสายตามากที่สุดก็คงหนีไม่พ้น เมืองนรกภูมิแห่งนี้...

                เมื่อดิฉันได้เดินเข้าไปสัมผัสสถานที่แห่งนี้ ความรู้สึกราวกับว่าเหมือนโดนกระชากลงไปยังดินแดนนรกนั้นก็ฉายขึ้นภายในจิตใจ ภาพเปรตและอสูรกายมากมายถูกทรมานด้วยวิธีต่าง ๆ อันเป็นผลจากการกระทำของตนขณะที่ยังมีชีวิต 

                  ยิ่งทำให้ตริตรองได้ว่า "ไม่ว่าจะทำอะไรก็สมควรทำด้วยความตั้งมั่นในสติ" เพราะหากเมื่อทำผิดศีลไปก็จินตนาการออกเสียแล้วว่าตอนจบจะเป็นเยี่ยงไร 


                ได้สอบถามความเป็นมาจากพระสงฆ์รูปหนึ่ง ท่านบอกว่า "เป็นความคิดของหลวงพ่อขอมที่ทำขึ้นมา ก็เพราะต้องการที่จะเตือนสติคน" แล้วท่านก็ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับวัดเพิ่มอีกมากมาย 

                เมื่อพระคุณเจ้าเล่าจบ ดิฉันก็ได้กราบลาและเดินตามทางมาเรื่อย ๆ ก็เจอกับป้ายเล็ก ๆ ที่ติดไว้อยู่ตามต้นไม้หลายป้าย แต่มีป้ายหนึ่งที่สะดุดตา โดยป้ายนี้อยู่ถัดจากเมืองนรกภูมิเพียงแค่บ่อน้ำกั้น
                 "สมบัติของมนุษย์ อยู่ที่ศีล" นี่คือข้อความที่ถูกเขียนไว้ในป้ายเล็ก ๆ นั่น 

                 ทำให้ฉันฉุกคิดขึ้นมาทันทีว่า "ไม่มีใครโกงความตายได้ และเมื่อตายไปทุกอย่างที่มีอยู่ก็นำติดตัวไปไม่ได้ ยกเว้นเสียแต่ความดีความชั่วที่ยังคงติดตัวตลอดไป"

                "ชื่อและเสียงไม่จีรังไม่ยั่งยืน เพียงข้ามคืนอาจหมดสิ้นและสูญหาย แต่ความดีแม้นว่าหลังความตาย ก็มิอาจสูญสลายตามเวลา"