Showing posts with label สุพรรณบุรี. Show all posts
Showing posts with label สุพรรณบุรี. Show all posts

Thursday, June 8, 2017

โครงการอบรมเยาวชน YOUTH BLOGGERS รุ่นที่ ๑๒ โรงเรียนบางลี่วิทยา

 คณะ Youth Bloggers ถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึกหน้าองค์พระกกุสันโธ วัดไผ่โรงวัว

อนุสาร อ.ส.ท. ร่วมกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จัดโครงการอบรมเยาวชน YOUTH BLOGGERS  รุ่นที่ ๑๒   ขึ้นในระหว่างวันที่  ๒๕-๒๖ พฤษภาคมที่ผ่านมา  ณ ห้องโสตทัศนูปกรณ์  โรงเรียนบางลี่วิทยา อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีนายวิศิษฐ์ อนันต์วรปัญญา นายอำเภอสองพี่น้อง เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรม พร้อมด้วยนางสาวฐิติพร พงษ์โต ผู้อำนวยการโรงเรียนบางลี่วิทยา เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดการอบรมและร่วมลงนามข้อตกลงความร่วมมือในการพัฒนาความสามารถของนักเรียนโรงเรียนบางลี่วิทยาในด้านการเขียนและการถ่ายภาพสารคดีท่องเที่ยว ซึ่งในการอบรมครั้งนี้เป็นนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย  ของโรงเรียนบางลี่วิทยา รวมทั้งสิ้น ๕๗ คน

 
 บรรยากาศในการอบรม


อบรมภาคทฤษฏีในวันแรกช่วงเช้า นายภาคภูมิ น้อยวัฒน์ บรรณาธิการฝ่ายภาพ อนุสาร อ.ส.ท. ทำหน้าที่วิทยากร บรรยายเรื่องเทคนิคการเก็บข้อมูล การเขียน และการถ่ายภาพสารคดีท่องเที่ยว ก่อนที่ในช่วงบ่ายจะลงฝึกภาคปฏิบัติในพื้นที่วัดไผ่โรงวัว แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอำเภอสองพี่น้อง

ในวันที่สองผู้เข้าอบรมฝึกเชิงปฏิบัติการเขียนสารคดีสั้น พร้อมคัดเลือกภาพถ่าย นำเสนอผ่านทางเครือข่ายชุมชนออนไลน์  พร้อมรับฟังการวิจารณ์ผลงานเพื่อนำไปปรับปรุงในโอกาสต่อไป  ผลงานที่ได้รับรางวัลจากการประกวดภายในรุ่นที่ ๑๒ นี้มีดังนี้ รางวัลเนื้อหาดีเด่น ได้แก่นางสาวสุดารัตน์ คุ้มเนตร  จากสารคดีเรื่อง “ศิลปกรรมหลังความตายที่วัดไผ่โรงวัว” รางวัลภาพถ่ายดีเด่นได้แก่ นายวรฤทธิ์ ล้ำเลิศ จากสารคดีเรื่อง “ที่สุดในโลก วัดไผ่โรงวัวก็มี” รางวัลนำเสนอดีเด่นได้แก่ นางสาวภัสพร จันทร์เสียงเย็น และรางวัลผลงานกลุ่มดีเด่นได้แก่กลุ่ม 4 in 1 นางสาวภัสพร จันทร์เสียงเย็น นางสาวเกวลิน นักจะเข้ นางสาวพรทิพา ศรีโปฏก นางสาวฐิติกานต์ ชาวบางแก้ว และนายธนกฤต พูดเพราะ จากสารคดีเรื่อง “ปลาร้าซิ่ง เด็ดจริงต้องวัดไผ่โรงวัว” โดยมี ดร.วรากร หงษ์โต รักษาการรองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการให้เกียรติเป็นผู้มอบรางวัลและกล่าวปิดการอบรม


 มอบโล่และประกาศนียบัตร

ติดตามชมภาพถ่ายกิจกรรมและผลงานของเยาวชน YOUTH BLOGGERS ได้ที่ อนุสาร อ.ส.ท. ในคอลัมน์ “เยาวชนตากล้องท่องเที่ยวไทย” เป็นประจำทุกเดือน และทางออนไลน์ที่กลุ่ม www.facebook.com/groups/osothoYB และที่แฟนเพจ www.facebook.com/youthbloggers

 

Thursday, June 1, 2017

"ปลาร้าซิ่ง" เด็ดจริงต้องวัดไผ่โรงวัว

เรื่องและภาพโดย  กลุ่ม 4 in 1 นางสาวภัสพร จันทร์เสียงเย็น นางสาวเกวลิน นักจะเข้ นางสาวพรทิพา ศรีโปฎก นางสาวฐิติกานต์ ชาวบางแก้ว และนายธนกฤต พูดเพราะ
ผลงานรางวัลประเภทกลุ่มดีเด่น โครงการอบรมเยาวชน Youth bloggers รุ่น ๑๒  โรงเรียนบางลี่วิทยา
           
           พูดถึงเรื่องของกินพื้นบ้านของคนไทยนั้นมีหลายอย่างมากมาย แต่ในวันนี้ของกินที่จะนำมาเสนอ ก็คือ...ปลาร้า 
            
            ปลาเป็นอาหารหลักคนไทยมาตั้งแต่โบราณ สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลาอย่าง คนโบราณเลยคิดวิธีที่จะนำปลามาทำให้ได้อยู่ได้นาน จึงนำปลามาทำเป็นปลาร้า เป็นการถนอมอาหารให้รับประทานได้นาน ๆปลาร้าจึงเป็นอาหารที่นิยมค่อนข้างมากในประเทศไทย


           "ปลาร้าวัดไผ่โรงวัว" เป็นที่ขึ้นชื่อมากแห่งหนึ่ง นอกจากจะมีสถาปัตยกรรมและประติมากรรมสวย ๆ ก็ยังมีของฝากยอดฮิตที่คนที่มาเที่ยวที่วัดไผ่โรงวัวต้องซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านกันทุกคน พราะในวัดไผ่โรงวัวมีร้านขายปลาร้าวางเรียงรายมากมาย ให้คนที่มาเที่ยวชมวัดไผ่โรงวัวได้เลือกซื้อกันตามใจชอบ 

               กลุ่ม 4 in 1ของเรา ได้ไปสอบถาม พูดคุย กับแม่ค้าที่ขายปลาร้าอยู่ในวัดไผ่โรงวัว เกี่ยวกับวิธีการทำปลาร้าให้มีรสชาติที่อร่อย จนหลายๆคนต้องติดอกติดใจ

               แม่ค้าได้บอกถึงวิธีการทำกับกลุ่มของเราว่า 

               "นำปลามาล้างทำความสะอาด แล้วนำปลามาคลุกเกลือแล้วหมักทิ้งไว้ 2-3 อาทิตย์ พอถึงกำหนดก็นำปลามาล้างให้สะอาด แล้วนำไปคลุกเกลือกับข้าวคั่ว แล้วหมักทิ้งไว้ ๒-๓ เดือน ก็สามารถนำมาวางขายได้ " 

             แม่ค้ายังเน้นย้ำตอนท้ายอีกว่า "สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องความสะอาด ความปลอดภัยของลูกค้า" 

                สิ่งที่ทำให้คนที่มาเที่ยว ณ วัดไผ่โรงวัว ต้องติดใจกันทุกคน คือความใส่ใจในการทำของแม่ค้าทุกคน ที่คำนึงถึงลูกค้าอยู่ตลอดเวลา ทำให้คนที่มาเที่ยวติดใจ แล้วบอกต่อกันไปเรื่อย ๆ จนทำให้มีคนรู้จักปลาร้าวัดไผ่โรงวัวอย่างทั่วถึง

                สำหรับคนที่อยากชิมปลาร้าหรือชมสถาปัตยกรรมและประติมากรรมสวยๆ ที่วัดไผ่โรงวัวสามารถมาเที่ยวชมวัดไผ่โรงวัวได้ทุกวันเลยจ้า แม่ค้าและคนในชุมชนน่ารักมาก ยิ้มแย้มกันทุกคน สามารถสอบถามเรื่องต่าง ๆ ได้เลย
              ชาวอำเภอสองพี่น้องยินดีต้อนรับทุกๆคนที่มาเที่ยวชมวัดไผ่โรงวัวนะค่ะ

              วัดไผ่โรงวัวตั้งอยู่ที่ : ตำบลบางตาเถร อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี


Tuesday, May 30, 2017

ศิลปกรรมกรรมหลังความตายที่วัดไผ่โรงวัว



สุดารัตน์ คุ้มเนตร...เรื่องและภาพ
ผลงานรางวัลเนื้อหาดีเด่นในโครงการอบรมเยาวชน Youth Bloggers รุ่นที่ ๑๒  โรงเรียนบางลี่วิทยา จังหวัดสุพรรณบุรี 


          "การเข้าวัดเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ" นี่คือความคิดของเด็กไทยส่วนใหญ่ในสมัยปัจจุบัน 

           แต่นั่นก็เป็นเพียงมุมมองเดียวที่มีต่อสถานที่สำคัญในพระพุทธศาสนา แต่ถ้าลองกวาดสายตามองให้ดีอย่างรอบคอบ คุณจะพบเห็นความน่าสนใจ

             ในวัดนั้นมีสถานที่ที่น่าสนใจมากมายอยู่เพียงแต่ว่าคุณ "มองไม่เห็น" หรือไม่คุณก็ "ไม่ได้สังเกต" 

             วันนี้ ดิฉันขอนำเสนอสถานที่ซึ่งเด็กสมัยปัจจุบันบางส่วนคิดว่าน่าเบื่อ นั่นก็คือ "วัด"

             วัดแห่งนี้มีชื่อเรียกไม่สั้นไม่ยาวนักว่า "วัดไผ่โรงวัว" วัดเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ในแถบชานอำเภอสองพี่น้อง ในจังหวัดสุพรรณบุรี สถานที่สำหรับความทรงจำดี ๆ ที่คุณต้องลืมไม่ลง 

             เพราะเมื่อคุณได้ย่างกรายเข้าไปแล้ว คุณจะสัมผัสได้ว่าไม่มีอะไรน่าเบื่อเลยสักนิด สถานที่แห่งนี้ มีสถาปัตยกรรมต่างๆที่นำเสนอแก่สายตาผู้มาเยี่ยมชมมากมาย ตั้งแต่ประตูวัด ไปจนถึงเขตสิ้นสุดของวัดเลยทีเดียว


                และสถานที่อันเป็นที่ดึงดูดสายตามากที่สุดก็คงหนีไม่พ้น เมืองนรกภูมิแห่งนี้...

                เมื่อดิฉันได้เดินเข้าไปสัมผัสสถานที่แห่งนี้ ความรู้สึกราวกับว่าเหมือนโดนกระชากลงไปยังดินแดนนรกนั้นก็ฉายขึ้นภายในจิตใจ ภาพเปรตและอสูรกายมากมายถูกทรมานด้วยวิธีต่าง ๆ อันเป็นผลจากการกระทำของตนขณะที่ยังมีชีวิต 

                  ยิ่งทำให้ตริตรองได้ว่า "ไม่ว่าจะทำอะไรก็สมควรทำด้วยความตั้งมั่นในสติ" เพราะหากเมื่อทำผิดศีลไปก็จินตนาการออกเสียแล้วว่าตอนจบจะเป็นเยี่ยงไร 


                ได้สอบถามความเป็นมาจากพระสงฆ์รูปหนึ่ง ท่านบอกว่า "เป็นความคิดของหลวงพ่อขอมที่ทำขึ้นมา ก็เพราะต้องการที่จะเตือนสติคน" แล้วท่านก็ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับวัดเพิ่มอีกมากมาย 

                เมื่อพระคุณเจ้าเล่าจบ ดิฉันก็ได้กราบลาและเดินตามทางมาเรื่อย ๆ ก็เจอกับป้ายเล็ก ๆ ที่ติดไว้อยู่ตามต้นไม้หลายป้าย แต่มีป้ายหนึ่งที่สะดุดตา โดยป้ายนี้อยู่ถัดจากเมืองนรกภูมิเพียงแค่บ่อน้ำกั้น
                 "สมบัติของมนุษย์ อยู่ที่ศีล" นี่คือข้อความที่ถูกเขียนไว้ในป้ายเล็ก ๆ นั่น 

                 ทำให้ฉันฉุกคิดขึ้นมาทันทีว่า "ไม่มีใครโกงความตายได้ และเมื่อตายไปทุกอย่างที่มีอยู่ก็นำติดตัวไปไม่ได้ ยกเว้นเสียแต่ความดีความชั่วที่ยังคงติดตัวตลอดไป"

                "ชื่อและเสียงไม่จีรังไม่ยั่งยืน เพียงข้ามคืนอาจหมดสิ้นและสูญหาย แต่ความดีแม้นว่าหลังความตาย ก็มิอาจสูญสลายตามเวลา"