Sunday, April 23, 2017

เรื่องของกิ๋นนี้ขอหื้อบอก (เรื่องของกินนี้ขอให้บอก)

เรื่องและภาพโดย กลุ่ม ๑๐ นายวณิชโรจน์ พรธนศิษฐ์ (หมู) นาย ธีรภัทร บัวหลวง นาย เมธาสิทธิ์ บุญใส นาย ศิลปิน สาลี และนาย พิสิฎฐ์ บัวแผ่น
รางวัลสารคดีสั้นดีเด่นประเภทกลุ่ม ในโครงการอบรมเยาวชน Youth Bloggers รุ่นที่ ๑๐ โรงเรียนฝางชนูปถัมภ์ จังหวัดเชียงใหม่

ป้อดเซอะลำแต้ๆ” (อร่อยมาก ๆ)
ไม่ว่าจะอุทานเป็นคำใด ก็ไม่สามารถอธิบายได้ถึงความอร่อยจากผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อว่า “ดอยคำ” ซึ่งผลิตจากผลไม้สดคัดสรรอย่างดีจากสวน ทั้งสดและสะอาด ปลอดสารพิษ

ผลิตภัณฑ์ที่ดอยคำผลิตมี ผลไม้อบแห้ง “กรอบ ๆ หวาน ๆ อร่อยแบบมีประโยชน์” แยมผลไม้ “ผลิตจากผลไม้สดแท้ ๑๐๐% น้ำผลไม้สด “หวานกำลังดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย” ผลไม้อัดกระป๋อง “ผลไม้สดเนื้อๆแน่น ๆ หวานฉ่ำ”
อู้นักน้ำลายหกหมดละ ลองจิมแห๋มซักติ่นลุ(ลองกินอีกซักชิ้นสิ)
“อร่อยจนต้องร้องขอชีวิต”
ที่อร่อยมากมายขนาดนี้ เป็นเพราะพระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ ๙  ผู้ทรงทำให้ “ดอยฝิ่น” กลายมาเป็น “ดอยคำ” หนึ่งใน ๔,๔๔๗ โครงการของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ที่ทำเงินและรายได้ให้กับชาวเขาเป็นกอบเป็นกำ ทำให้ชาวบ้านเลิกฝิ่นและหันมาปลูกอย่างอื่นแทน
ครั้งแรกโรงงานดอยคำยังเป็นโรงงานชั่วคราวเล็ก ๆ ยังผลิตแต่น้ำนมถั่วเหลืองและผลไม้อัดกระป๋อง จนกระทั่งขยายโรงงานมาเรื่อย ๆ
ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงเน้นให้ชาวบ้านปลูกพืชเมืองหนาว เพื่อลดการติดฝิ่นของวัยรุ่น เป็นภูมิคุ้มกันพื้นฐานของชาวบ้าน นอกจากนั้นภายในโครงการยังมีแปลงเกษตรสาธิตไว้ให้ผู้สนใจได้เยี่ยมชมและศึกษา

ตอนที่ในหลวง ร.๙ ทรงมรพระราชดำริให้สร้างโครงการนี้ ได้ตรัสไว้ว่า “ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา เน้นช่วยเหลือเกษตรกรโดยไม่หวังผลกำไร
ทั้งหมดนี้ทำให้ผมรู้ว่า พระองค์ทรงแก้ปัญหาทุกอย่างได้ด้วยโครงการเดียว เป็นโครงการที่มีชื่อว่า "ดอยคำ"
 ทั้งอร่อยและมีประโยชน์อย่างมากมาย ได้ทั้งความรู้เกี่ยวกับพระอัจฉริยภาพในการแก้ปัญหา
ทั้งนี้อยากบอกหลายๆกำเลยว่า "ดมก่อหอม กินก่อลำ เป็นของดอยคำ ตึงลำเซี้ยงหมด" (ดมก็หอม ทานก็อร่อย เป็นของดอยคำ ต้องอร่อยทุกอย่าง)




Sunday, February 19, 2017

ความลับของ ย.ยักษ์

เรื่องและภาพโดย กลุ่มที่ ๔ นิภาพร เบ็ญพาด ปณิลดา เบ็ญพาด จุฑาทิพย์ บุญเมฆ อฑิตยา แสงเพ็ชรอ่อน และสิขรินทร์ เปรมปรีดิ์ ผลงานสารคดีกลุ่มจากโครงการอบรมเยาวชน Youth Bloggers รุ่นที่ ๙


ยักษ์ในความคิดของท่านของอาจจะเป็นสิ่งดุร้ายและน่ากลัว แต่ก็ไม่เสมอไป สำหรับยักษ์ที่ข้าพเจ้ากำลังจะกล่าวถึงต่อจากนี้

ในวัดทิพย์สุคนธารามมีพระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ในพระบรมราชินูปถัมภ์ที่เป็นจุดไฮไลต์

ส่วนใหญ่ถ้าพูดถึงวัดทิพย์สุคนธาราม คนทั่วไปต้องนึกถึงพระปางขอฝนองค์นี้เป็นสิ่งแรก


แต่ท่านคงไม่ได้สังเกตว่า จะมียักษ์อีกสองตนยืนอยู่ทางด้านซ้ายและด้านขวาขององค์พระพุทธเมตตา ฯ ด้านซ้ายเป็นยักษ์ตัวสีแดง และด้านขวาเป็นยักษ์ตัวสีเขียว

ท่านอาจจะเคยเห็นรูปปั้นยักษ์แบบนี้ในหลายวัดหรือตามสถานที่ต่างๆ ดิฉันได้ไปเก็บภาพแล้วเกิดความสงสัยว่ายักษ์ทั้งสองตนนี้มีหน้าที่อะไร แล้วทำไมถึงมาตั้งอยู่ที่วัดทิพย์สุคนธาราม

สอบถามข้อมูลจากคุณพรธิดา สกุลสินเพ็ชร (แป้ง) เจ้าบ้านน้อยจิตอาสาพาชมพุทธอุทยาน ของทางวัดทิพย์สุคนธาราม ก็ได้ทราบว่า ยักษ์ตนสีเขียวมีนามว่า ท้าวสุบรรณคีรี (ทศกัณฐ์) ส่วนยักษ์ตนสีแดงมีนามว่า ท้าวไวยเวศ ยักษ์ทั้งสองตนจะคอยปกปักรักษาวัดทิพย์สุคนธารามจากสิ่งชั่วร้าย ไม่ให้เข้ามาทำลายพระพุทธศาสนา


ที่สำคัญยังเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองวัดทิพย์สุคนธารามให้สืบทอดพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป


รู้หรือยังวัดทิพย์ฯก็มีทะเลนะ


เรื่องและภาพโดย กลุ่มที่ ๕ นางสาวพรธิดา สกุลสินเพ็ชร นางสาวปวิตรา ชำนาญ นางสาวบุษราคัม พลกลาง นางสาวพัชราภรณ์ ปานเพชร นางสาวชลลดา วงษ์สนิท และนางสาวจันทรัตน์ จันทะบุตร
ผลงานสารคดีดีเด่นประเภทกลุ่มในการอบรมเยาวชน Youth Bloggers รุ่นที่ ๙ 

นอกจากองค์พระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ พระพุทธรูปปางขอฝนที่เป็นไฮไลท์ของวัดทิพย์สุคนธารามแล้ว

ยังมีอ่างเก็บน้ำในพระบรมราชินูปถัมภ์ ซึ่งมีทั้งหมด ๓ อ่าง สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งน้ำสำหรับนำมาใช้ประโยชน์ภายในโครงการ ฯ และยังแจกจ่ายชาวบ้านรอบ ๆ  


แต่อ่างที่เป็นไฮไลท์ที่สุด คืออ่างที่สอง เนื่องจากมีความสวยงามเหมือนทะเลขนาดย่อม ๆ เพราะผืนน้ำสะท้อนกับท้องฟ้าจนเห็นเป็นสีฟ้าคราม 

เป็นจุดสนใจของวัยรุ่นในอำเภอห้วยกระเจาแวะเวียนมาเที่ยวถ่ายภาพกันเสมอ

บริเวณอ่างที่สองยังมี "ต้นแจง" ที่อยู่บนเกาะเล็ก ๆ กลางอ่างนั้นด้วย 

มีเรื่องเล่าว่าระหว่างที่กำลังทำการขุดอ่างเก็บน้ำอยู่นั้น คนงานได้พบงูใหญ่อยู่ตรงต้นเเจงด้วย ต่อมาจึงได้มีการสร้างศาลเพื่อให้ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯได้สักการะ

เรื่องปาฏิหาริย์อีกเรื่องคือต้นแจงเป็นไม้ยืนต้นที่ไม่ชอบน้ำ แต่เมื่อผันน้ำเข้ามาในอ่างแล้ว ต้นแจงยังยืนต้นอยู่ได้ ชาวบ้านถือว่าคือเรื่องที่น่าอัศจรรย์




Thursday, February 16, 2017

พระผู้ฝากดีไว้กับชาวสระลงเรือ

 ประติมากรรมหลวงพ่อหล่วน ประดิษฐานในมณฑป

พรธิดา สกุลสินเพชร...เรื่องและภาพ
ผลงานรางวัลเนื้อหาสารคดีดีเด่นจากการอบรมเยาวชน YOUTH BLOGGERS รุ่นที่ ๙
ตั้งแต่เด็กยันโตฉันจำได้ว่าที่วัดสระลงเรือจะมีงานประจำปีทุกปี
พอถามย่าว่าเป็นงานอะไร ย่าก็บอกว่าเป็นงานประจำปีหลวงพ่อหล่วน แต่ฉันไม่เคยถามต่อ ว่าหลวงพ่อหล่วนเป็นใคร 
มารู้ทีหลัง ว่าหลวงพ่อหล่วน กนฺตสีโล คืออดีตเจ้าอาวาสวัดสระลงเรือ เป็นผู้ที่ทำให้วัดสระลงเรือเริ่มเป็นที่รู้จักในสมัยก่อน ด้วยอุปนิสัยที่ใจดี เคร่งครัดในศีล และเป็นที่เคารพนับถือในบรรดาชาวบ้านสระลงเรือสมัยนั้น เมื่อท่านมรณภาพลง จึงได้มีการสร้างมณฑปและมีรูปเหมือนของท่าน ตั้งอยู่บริเวณหน้ากุฏิของพระสงฆ์
 มณฑปหลวงพ่อหล่วน

ต่อมาได้มีการจัดทำจี้สร้อยคอเป็นรูปของหลวงพ่อหล่วน เพื่อให้ชาวบ้านนำไปบูชา มีการกล่าวขานถึงความศักดิ์สิทธิ์ของจี้หลวงพ่อหล่วนสืบต่อกันมา คุณป้าสงวน ปิ่นกุมภีร์ อายุ ๗๕ ปี เล่าว่า ครั้งหนึ่งได้มีนักท่องเที่ยวจากจังหวัดเลยมาเที่ยววัดสระลงเรือ และได้เช่าบูชาจี้หลวงพ่อหล่วนไปเป็นจำนวนหลายองค์ ระหว่างเดินทางกลับเกิดประสบอุบัติเหตุ แต่ไม่มีใครเป็นอะไรเลย เขาเชื่อว่าเป็นบารมีของหลวงพ่อหล่วนที่ช่วยคุ้มครอง จึงได้กลับมาไหว้และเช่าบูชาจี้ไปอีกหลายองค์
 จี้ห้อยคอหลวงพ่อหล่วน

คุณป้าสงวนเล่าต่ออีกว่า หลวงพ่อหล่วนท่านใจดี ใครเป็นคนดี ขออะไรท่านก็ให้ทั้งนั้น ถ้าอยากเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นไปอีก ให้ห้อยจี้ทั้งหลวงพ่อหล่วนและหลวงพ่อดำ พระประธานโบราณของวัดสระลงเรือด้วย ท่านจะคุ้มครองให้แคล้วคลาดปลอดภัย ถ้าจะบนบานศาลกล่าว ก็ให้บนทั้งสองที่ เพราะบารมีของหลวงพ่อทั้งสองจะช่วยให้ประสบความสำเร็จ
ปัจจุบันยังคงมีการจัดงานประจำปีขึ้นทุกปี เพื่อเป็นการทำบุญและระลึกถึงคุณงามความดีหลวงพ่อหล่วนอยู่เสมอ
 ผู้มาเยือนไหว้สักการะรูปหลวงพ่อหล่วน



Monday, December 26, 2016

น้ำพุร้อนสมอทอง


อัญชัญ ชาวป่า...เรื่องและภาพ 
ผลงานรางวัลชนะเลิศ YOUTH BLOGGERS จากคอลัมน์เยาวชนตากล้องท่องเที่ยวไทย 
ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๙
  

 'น้ำพุร้อนสมอทอง' เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ซึ่งทุกๆปี ครอบครัวของฉันจะมาเที่ยวที่นี่ เพื่อมาแช่น้ำอุ่นคลายหนาวในช่วงปีใหม่ การมาแช่น้ำอุ่นจึงเป็นเหมือนสปาธรรมชาติเล็ก ๆ ที่สามารถช่วยบรรเทารักษาโรคต่าง ๆ ได้ เพราะน้ำพุร้อนสมอทองเป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติ ที่ผุดขึ้นมาจากผิวดิน มีความร้อนประมาณ ๖๐-๖๕ องศาเซลเซียส และยังเป็นน้ำพุร้อนที่มีผืนน้ำล้อมรอบแห่งเดียวในประเทศไทย โดยตั้งอยู่ที่ตำบลทองหลาง อำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี อยู่ในโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยขุนแก้ว และยังถือเป็นสปาธรรมชาติแบบไทยๆแห่งหนึ่งที่สามารถแช่น้ำอุ่น ๆ และมองเห็นวิวสวยๆ จากทิวเขาโดยรอบ รวมถึงธรรมชาติที่สวยงามจากอ่างเก็บน้ำห้วยขุนแก้วอีกด้วย


เอกลักษณ์ที่เห็นได้ชัดเมื่อมาถึงที่นี่คือพระพุทธรูปองค์โต ซึ่งเป็นพระพุทธรูปพุทโธสีทอง ในยามที่แสงแดดส่องมาในยามเช้าจะเป็นสีเหลืองทองอร่ามอย่างงดงาม และมีความสูงถึง ๒๐ เมตร พ่อกับแม่เคยเล่าให้ฉันฟังว่าแต่เดิมพระพุทธรูปได้ประดิษฐานอยู่บนเนินเขาสูง ซึ่งต้องใช้เวลาเดินขึ้นบันไดไปกว่าจะถึงองค์พระพุทธรูป แต่ปัจจุบันได้ปรับปรุงพื้นที่ใหม่ให้เหมาะสมกับทัศนียภาพของพื้นที่โดยรอบ พระพุทธรูปพุทโธจึงได้ประดิษฐานอยู่ตรงกลางพื้นที่อย่างโดดเด่น และยังเป็นที่เลื่อมใสและน่านับถือของชาวห้วยคตมาอย่างยาวนานอีกด้วย

ทุก ๆ ปีที่ฉันได้มาที่นี่ ในช่วงฤดูหนาว สิ่งพลาดไม่ได้คือการได้มานั่งแช่น้ำอุ่นกับครอบครัว ซึ่งสร้างความสนุกสนาน และความอบอุ่นในครอบครัวได้ไม่น้อย หรือจะเป็นการแช่น้ำอุ่นส่วนตัวในห้องก็ตาม สร้างความผ่อนคลายได้ไม่แพ้กัน นอกจากนี้แล้ว อีกหนึ่งกิจกรรมที่ฉันชอบและพลาดไม่ได้เมื่อมาถึงที่น้ำพุร้อนสมอทอง คือการปั่นจักรยานเล่นกับน้องรอบ ๆ ลานน้ำพุ เพราะนอกจากจะสนุกแล้วยังได้ชมวิวที่สวยงามไปในตัวอีกด้วย บางครั้งญาติของฉันที่มาจากกรุงเทพจะไปตกปลาบริเวณจุดตกปลา ฉันกับน้องก็จะตามไปดู และเมื่อพระอาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้า เราจะปั่นจักรยานกลับมาที่จุดกางเต็นท์ ซึ่งเป็นลานกว้างริมน้ำที่ปูด้วยหญ้าสีเขียว และมีลมพัดเย็นสบาย


ในปีก่อนๆฉันเคยเอาการบ้านมาทำที่นี่ บางครั้งก็เตรียมกระดาษมานั่งวาดรูปด้วย แต่หลังๆมานี้ ฉันคิดว่าการมาเที่ยวคือการพักผ่อน ฉันจึงปล่อยวางและจัดเวลาชีวิตใหม่สำหรับการทำสิ่งต่างๆ ให้เหมาะสม เมื่อพระอาทิตย์กำลังจะตกดินในยามเย็น ฉันกับน้องจะมาช่วยกันกางเต็นท์ทุกเต็นท์ที่เตรียมมา และหลังจากนั้นเราจะช่วยพ่อกับแม่ทำอาหารเย็น

แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันยังจำได้ดีเสมอ ในวันปีใหม่เมื่อสองปีที่ผ่านมาคือ ในวันนั้น ฉันตื่นแต่เช้าตรู่และโผล่หน้าออกมาจากเต็นท์ แต่ภาพตรงหน้าที่ฉันเห็นกลับทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกำลังหลับอยู่และฝันไป ฉันเห็นท้องฟ้าที่สวยงามราวกับภาพวาด ที่สะท้อนลงมาบนผืนน้ำ และมีแสงสว่างจากดวงอาทิตย์เล็กๆที่กำลังโผล่ขึ้นมาทักทายฉันในยามเช้า ลมพัดเบาๆที่ลอยมาปะทะใบหน้า ทำให้ฉันรู้สึกสดชื่นและเป็นตัวของตัวเองทุกครั้ง ที่แห่งนี้ ไม่ได้แค่เพียงทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้น แต่ยังทำให้ครอบครัวของเราได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกัน ถึงจะเป็นแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่มันก็ทำให้เราได้ลืมเรื่องร้ายๆไปได้



ฉันจึงคิดว่าที่แห่งนี้เหมาะสำหรับครอบครัว ที่ต้องการมาพักผ่อน เพราะนอกจากจะได้แช่น้ำอุ่นด้วยบรรยากาศที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย แวดล้อมไปด้วยภูเขาและผืนน้ำที่มองได้ไกลสุดสายตาแล้ว ยังได้ทำกิจกรรมอื่นๆ กับครอบครัวได้อย่างมีความสุข 

น้ำพุร้อนสมอทองจึงเป็นสถานที่ ที่สามารถมาเที่ยวได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงปีใหม่ ที่เหมาะสำหรับการมาแช่น้ำอุ่นในสระริมน้ำ และชมวิวหมอกรอบ ๆ หรือจะเป็นการกางเต็นท์พักแรมเพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้าของวันใหม่ก็ดีไม่น้อย

 นางสาวอัญชัน ชาวป่า มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

Thursday, December 1, 2016

รักน่านไปนาน ๆ นะเออ


เรื่องและภาพโดย นางสาวกันตา ตันกุระ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนปัว จังหวัดน่าน
สารคดีจากโครงการอบรมเยาวชน YOUTH BLOGGERS รุ่นที่ ๘

          สวัสดีค่ะ ต้องบอกเลยว่านี่เป็นการตั้งอัลบั้มเชิงท่องเที่ยวครั้งแรกของเรา 

เริ่มจากการที่เมื่อวานนี้ได้มีโอกาสเข้าร่วมการอบรม Youth Bloggers แล้วโครงการก็มีกิจกรรมให้ได้ร่วมสนุก นั่นคือการนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวบริเวณข่วงเมืองน่าน ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายมากกกกก 5555

ที่ท้าทายก็เพราะว่าบริเวณข่วงมีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะ และแต่ละที่มีจุดเด่นที่ต่างกัน ดังนั้นทำให้เราตัดสินใจยากนิดนึง อารมณ์ประมาณรักพี่เสียดายน้อง สุดท้ายเราจึงเลือก "วัดภูมินทร์" สถานที่ซึ่งหากใครมาน่านแล้วไม่ได้แวะ ถือว่ายังมาไม่ถึง

            ในตอนที่เราไปเที่ยวนั่น เป็นตอนบ่าย แดดนี่เปรี้ยง แต่ก็มีลมโชยมาเป็นระยะ สามารถเดินทอดน่อง ชิล ๆ ได้สบายเลย โดยปกติแล้วตามประสาเด็กน่านก็จะคิดว่าเป็นแค่วัดแหละ ไม่เห็นจะมีอะไร

แต่ขอบอกเลยว่าคิดผิด นั่นก็เพราะว่านอกจากวัดภูมินทร์จะเป็นวัด เป็นสถานที่ท่องเที่ยว มีสถาปัตยกรรมโดดเด่นสวยงาม (ถึงขนาดรัฐบาลไทยสมัยช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ เคยนำรูปไปตีพิมพ์บนธนบัตรใบละ ๑ บาทมาแล้ว)  มีภาพกระซิบรักบันลือโลก (ปู่ม่าน ย่าม่าน) มีพระประธานจตุรทิศ มี มี มี...   โอ๊ย ย ย มีเยอะจนบอกไม่หมดแล้วพี่บัวลอย

บอกได้คำเดียวว่าที่เราพูดมาเป็นอะไรที่พื้นมาก เด็ก ป . ๓ ยังรู้เลย

ฉะนั้น...วันนี้จึงอยากจะพาทุกคนไปทัวร์วัดภูมินทร์ในแง่มุมใหม่ๆของเราบ้าง หลายๆคนอาจจะไม่ค่อยแปลกใจ แต่เราแปลกใจ ฮ่า ๆ แบบโอ้โฮ สวยได้อีก งั้นมาดูกันเลย...Let's go


 โดยปกติแล้วทุกคนคงจะเห็นรูปด้านหน้าตรง ๆ ของวัดภูมินทร์บ่อยแล้ว เราเลยมีความคิดว่าเอามุมใหม่บ้างดีกว่า จึงได้รูปนี้มา แสงกำลังดีเลย ฮี่ ๆ อย่างที่ทราบมาแล้วว่าวัดภูมินทร์เป็นวิหารจัตุรมุข อาคารนี้เป็นทั้งพระอุโบสถ พระวิหาร และพระเจดีย์ประธาน ตั้งอยู่บนหลังพญานาค ๒ ตัว มีประตูทั้งสี่ทิศ ซึ่งถือว่าเป็นUnseen เหนือ Unseen เพราะมีแห่งเดียวในประเทศไทย สถาปัตยกรรมยังมีกลิ่นอายของความเป็นล้านนา แบบวิถีคนน่าน มองเมื่อไหร่ก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจ 


ต่อมาขอนำเสนอภายในวัดบ้าง ขอบอกว่าพระประธานสวยจริง ๆ เพราะเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์ใหญ่ ๔ องค์ หันหน้าออกไปทางประตูทั้งสี่ทิศ เมื่อมองไปยังพระพักตร์ จะเห็นเหมือนกับว่าท่านกำลังยิ้มอวยพรให้เรา ต้องขอนำเสนอหลาย ๆ มุม เพราะอยากให้ทุกคนได้เห็นความงดงามของพระพุทธรูป ถ้ามีโอกาสมาเยี่ยมชม จะพบว่าเมื่อเดินรอบ ๆ วัด แล้วดูมองเข้ามาภายในวิหาร จะเจอพระพุทธรูปเสมอ 

ถัดมาเป็นภาพส่วนหนึ่งของจิตรกรรมฝาผนังของวัดภูมินทร์ สาเหตุที่เราไม่เลือกภาพกระซิบรักนั่นก็เพราะว่าสามารถหาดูได้ง่าย ในขณะที่จิตรกรรมในวัดส่วนอื่น ๆ ที่มีความงามและคุณค่าไม่ต่างกันนั้น ยังไม่ได้ถูกเผยแพร่สู่สายตาของคนอื่น ๆ มากนัก อยากให้ทุกคนมาชมภาพที่วัดเลย เพราะในทุก ๆ ด้านของผนังวิหารได้บอกเล่าเรื่องราว ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณี ประวัติของจังหวัดน่านในอดีตไว้ได้อย่างงดงาม ผ่านภาพจิตรกรรมบนฝาผนัง 


เดินดูรอบวัดแล้วพบว่า ข้าง ๆ วิหารมีสถาปัตยกรรมที่เดินผ่านแล้วอาจจะไม่ค่อยเตะตาสักเท่าไหร่นัก แต่ถ้าใครมีโอกาสได้ไป ลองแวะเข้าไปดูสถูปเจดีย์พระมาลัยโปรดโลก ภายในเป็นรูปปูนปั้นจำลองนรกสำหรับคนที่ทำบาปว่าจะได้รับผลกรรมเช่นไร เพื่อเป็นการย้ำเตือนใจให้เรารู้สึกเกรงกลัว ละอายต่อการทำสิ่งที่ไม่ดี 

เนื่องจากความสวยงามไม่สามารถเล่าผ่านภาพได้แบบจุใจ จึงอยากขอเรียนเชิญทุกท่านมาเที่ยว มาเยี่ยมชมเมืองน่าน เพราะความงดงามของน่านนครยังไม่หมดเพียงเท่านี้

มาแล้วคุณจะหลงรักเมืองน่าน เมืองที่ห้อมล้อมไปด้วยทรัพยากร เมืองแห่งอารยธรรม

เมืองที่คุณจะรู้สึกว่าเป็นคนในครอบครัวมากกว่านักท่องเที่ยว
 
 YOUTH BLOGGERS รุ่นที่ ๘ อำเภอเมืองฯ จังหวัดน่าน

Tuesday, November 29, 2016

โครงการอบรมเยาวชน YOUTH BLOGGERS รุ่นที่ ๘

         


          อนุสาร อ.ส.ท. ร่วมกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จัดโครงการอบรมเยาวชน YOUTH BLOGGERS  รุ่นที่ ๘ ขึ้นในระหว่างวันที่ ๒๙ –๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา  ณ ห้องเจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ  ศาลากลางจังหวัดน่าน โดยมีนายนรินทร์ เหล่าอารยะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน เป็นประธานเปิดการอบรม พร้อมด้วยนายเกรียงศักดิ์ เจดีย์แปง ประชาสัมพันธ์จังหวัดน่าน นางฤดีมาศ ปางพุทธิพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสังคมและแผนงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ให้เกียรติเข้าร่วมในพิธี


การอบรมในครั้งนี้มีนักเรียนที่ได้รับการคัดเลือกจาก ๑๑ โรงเรียนของอำเภอต่าง ๆ ในจังหวัดน่านร่วมกิจกรรม ได้แก่ โรงเรียนน่านนคร โรงเรียนปัว โรงเรียนบ้านห้วยฟอง โรงเรียนท่าวังผาวิทยาคม โรงเรียนไตรเขตประชาสามัคคี วิทยาลัยการอาชีพปัว โรงเรียนตาลชุมพิทยาคม โรงเรียนน่านคริสเตียนศึกษา โรงเรียนน่านประชาอุทิศ โรงเรียนศรัทธาศิลาเพชรรังสรรค์ และโรงเรียนแม่จริม รวมทั้งสิ้น ๔๐คน



อบรมภาคทฤษฏีในช่วงเช้าของวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน โดยนายภาคภูมิ น้อยวัฒน์ บรรณาธิการฝ่ายภาพ อนุสาร อ.ส.ท.เป็นวิทยากร สอนการเขียนและการถ่ายภาพสารคดีท่องเที่ยว ก่อนที่ในช่วงบ่ายจะลงฝึกภาคปฏิบัติในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวในเขตข่วงเมืองน่าน ได้แก่ วัดภูมินทร์ วัดพระธาตุช้างค้ำ วัดหัวข่วง ลานในบริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน  และแปลงสาธิตโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนซึ่งตั้งอยุ๋ที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง บ้านดงป่าสัก อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน จากนั้นในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ผู้เข้าอบรมฝึกการเขียนสารคดีสั้นพร้อมคัดเลือกภาพนำเสนอผ่านทางเครือข่ายชุมชนออนไลน์ โดยมีการจัดประกวดผลงานภายในกลุ่มผู้เข้าอบรมและมอบโล่รางวัลสำหรับผู้ชนะเลิศในประเภทต่าง ๆ  ได้แก่ ประเภทเนื้อหาดีเด่น ประเภทภาพถ่ายดีเด่น และประเภทนำเสนอดีเด่นด้วย



ติดตามชมภาพถ่ายกิจกรรมและผลงานของเยาวชน YOUTH BLOGGERS ได้ที่ อนุสาร อ.ส.ท. ในคอลัมน์ “เยาวชนตากล้องท่องเที่ยวไทย” และทางออนไลน์ที่กลุ่ม www.facebook.com/groups/osothoYB และ แฟนเพจ www.facebook.com/youthbloggers