Tuesday, May 30, 2017

ศิลปกรรมกรรมหลังความตายที่วัดไผ่โรงวัว



สุดารัตน์ คุ้มเนตร...เรื่องและภาพ
ผลงานรางวัลเนื้อหาดีเด่นในโครงการอบรมเยาวชน Youth Bloggers รุ่นที่ ๑๒  โรงเรียนบางลี่วิทยา จังหวัดสุพรรณบุรี 


          "การเข้าวัดเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ" นี่คือความคิดของเด็กไทยส่วนใหญ่ในสมัยปัจจุบัน 

           แต่นั่นก็เป็นเพียงมุมมองเดียวที่มีต่อสถานที่สำคัญในพระพุทธศาสนา แต่ถ้าลองกวาดสายตามองให้ดีอย่างรอบคอบ คุณจะพบเห็นความน่าสนใจ

             ในวัดนั้นมีสถานที่ที่น่าสนใจมากมายอยู่เพียงแต่ว่าคุณ "มองไม่เห็น" หรือไม่คุณก็ "ไม่ได้สังเกต" 

             วันนี้ ดิฉันขอนำเสนอสถานที่ซึ่งเด็กสมัยปัจจุบันบางส่วนคิดว่าน่าเบื่อ นั่นก็คือ "วัด"

             วัดแห่งนี้มีชื่อเรียกไม่สั้นไม่ยาวนักว่า "วัดไผ่โรงวัว" วัดเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ในแถบชานอำเภอสองพี่น้อง ในจังหวัดสุพรรณบุรี สถานที่สำหรับความทรงจำดี ๆ ที่คุณต้องลืมไม่ลง 

             เพราะเมื่อคุณได้ย่างกรายเข้าไปแล้ว คุณจะสัมผัสได้ว่าไม่มีอะไรน่าเบื่อเลยสักนิด สถานที่แห่งนี้ มีสถาปัตยกรรมต่างๆที่นำเสนอแก่สายตาผู้มาเยี่ยมชมมากมาย ตั้งแต่ประตูวัด ไปจนถึงเขตสิ้นสุดของวัดเลยทีเดียว


                และสถานที่อันเป็นที่ดึงดูดสายตามากที่สุดก็คงหนีไม่พ้น เมืองนรกภูมิแห่งนี้...

                เมื่อดิฉันได้เดินเข้าไปสัมผัสสถานที่แห่งนี้ ความรู้สึกราวกับว่าเหมือนโดนกระชากลงไปยังดินแดนนรกนั้นก็ฉายขึ้นภายในจิตใจ ภาพเปรตและอสูรกายมากมายถูกทรมานด้วยวิธีต่าง ๆ อันเป็นผลจากการกระทำของตนขณะที่ยังมีชีวิต 

                  ยิ่งทำให้ตริตรองได้ว่า "ไม่ว่าจะทำอะไรก็สมควรทำด้วยความตั้งมั่นในสติ" เพราะหากเมื่อทำผิดศีลไปก็จินตนาการออกเสียแล้วว่าตอนจบจะเป็นเยี่ยงไร 


                ได้สอบถามความเป็นมาจากพระสงฆ์รูปหนึ่ง ท่านบอกว่า "เป็นความคิดของหลวงพ่อขอมที่ทำขึ้นมา ก็เพราะต้องการที่จะเตือนสติคน" แล้วท่านก็ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับวัดเพิ่มอีกมากมาย 

                เมื่อพระคุณเจ้าเล่าจบ ดิฉันก็ได้กราบลาและเดินตามทางมาเรื่อย ๆ ก็เจอกับป้ายเล็ก ๆ ที่ติดไว้อยู่ตามต้นไม้หลายป้าย แต่มีป้ายหนึ่งที่สะดุดตา โดยป้ายนี้อยู่ถัดจากเมืองนรกภูมิเพียงแค่บ่อน้ำกั้น
                 "สมบัติของมนุษย์ อยู่ที่ศีล" นี่คือข้อความที่ถูกเขียนไว้ในป้ายเล็ก ๆ นั่น 

                 ทำให้ฉันฉุกคิดขึ้นมาทันทีว่า "ไม่มีใครโกงความตายได้ และเมื่อตายไปทุกอย่างที่มีอยู่ก็นำติดตัวไปไม่ได้ ยกเว้นเสียแต่ความดีความชั่วที่ยังคงติดตัวตลอดไป"

                "ชื่อและเสียงไม่จีรังไม่ยั่งยืน เพียงข้ามคืนอาจหมดสิ้นและสูญหาย แต่ความดีแม้นว่าหลังความตาย ก็มิอาจสูญสลายตามเวลา"


Monday, May 8, 2017

“เหรา” ตัวคายนาค

 โฉมหน้าของเหราแบบชัด ๆ 

นพรัตน์ จิโน... เรื่องและภาพ
ผลงานสารคดีสั้นจากผู้เข้าร่วมอบรมในโครงการ YB Special # 1

วันนี้พวกเราแก๊งค์ “หนุ่มสาวน่านเนิบ ๆ” ตั้งใจเป็นอย่างมากที่ จะเดิน “เล๊อะวัดแวดวา” ในเมืองน่านให้ทั่ว เพราะได้ยินได้ฟังมานานแล้วว่า “น่าน” เป็นจังหวัดที่มี “วัด” ซึ่งเป็นแหล่งท่องที่มีชื่อเสียงเป็นจำนวนมาก

ไม่เป็นว่าจะเป็น “วัดภูมินทร์” ที่มีจิตรกรรมฝาผนังภาพ “ปู่ม่าน ย่าม่าน” ซึ่งกลายเป็นภาพ “กระซิบรักบันลือโลก” เป็นเอกลักษณ์ของเมืองน่านที่ผู้คนนึกถึงกันทั่วไป “วัดพระธาตุเขาน้อย” จุดวิวพอยด์ที่สามารถมองเห็นภาพมุมสูงของตัวเมืองน่านได้อย่างสวยงาม “วัดพระธาตุแช่แห้ง” วัดประจำคนที่เกิดปีเถาะหรือปีกระต่ายที่ครั้งหนึ่งในชีวิตจะต้องมากราบไหว้สักการะบูชาให้ได้ 

 วัดมิ่งเมือง ที่ตั้งศาลหลักเมือง

วัดมิ่งเมือง” วัดนี้เองที่พวกเราหนุ่มสาวน่านเนิบ ๆ ตั้งใจจะเริ่มเดินเที่ยววัดแบบเนิบ ๆเป็นวัดแรกเพราะวัดมิ่งเมืองนี้เป็นวัดที่อยู่ใจกลางเมือง มีสถาปัตยกรรมโบสถ์วิหารเป็นสีเงิน งดงามชวนตื่นตายิ่งนัก

จากการสังเกตรูปปั้นต่าง ๆ ในวัดนี้มี “สัตว์ประหลาด” อยู่ตัวหนึ่งที่ชวนให้สงสัยว่าทำไมมันต้อง “คาย” รูปปั้นพญานาคตัวใหญ่สองฝั่งบันไดทางขึ้น หรือคายรูปปั้นเทวดา ยักษ์ หรือรูปปั้นสัตว์ต่าง ๆ ด้วย

จากสอบผู้เฒ่าผู้แก่และพระในวัด ทำให้ทราบว่าเจ้าตัวประหลาดนี้ชื่อว่าตัว “เหรา” หรือ “มกร” 

 เหราคายเทวดาและอมนุษย์

แต่ก่อนจะไปรู้จักกับเจ้าตัวประหลาดนี้ พระท่านและผู้เฒ่าในวัดมิ่งเมืองได้เมตตาเล่าเรื่องของวัดมิ่งเมืองนี้ว่าสร้างขึ้นโดยสมเด็จเจ้าฟ้าอัตถะวรปัญโญ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ ๕๗ ได้โปรดให้ฝังเสาหลักเมือง ณ วัดมิ่งเมืองแห่งนี้ เมื่อปี ๒๓๓๓ ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญสำหรับการตั้งบ้านเมืองจนเป็น “เมืองน่าน” และ “จังหวัดน่าน” ในทุกวันนี้

 เสาหลักเมืองน่าน

แต่เดิม “เสาหลักเมืองน่าน” เป็นเสาไม้สักทองทรงกลมขนาดใหญ่สูงประมาณ ๓ เมตร หัวเสาเป็นรูปดอกบัวตูม

ในปีพ.ศ. ๒๕๐๖ เกิดน้ำท่วมใหญ่ กระแสน้ำจากแม่น้ำน่านได้ไหลเข้าท่วมถึงตัวเสาหลักเมือง ทำให้เสาหลักเมืองโค่นล้มลง เพราะรากเสาผุกร่อนมาก เนื่องจากฝังดินมานานกว่าร้อยปี

จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๑๔  ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านในขณะนั้น จึงได้นำข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ร่วมกันสร้างเสาหลักเมืองน่าน พร้อมสร้างศาลครอบเสาหลักเมืองขึ้นเป็นครั้งแรก โดยอาราธนาหลวงปู่โง่น จากจังหวัดพิจิตร มาเป็นช่างในการสร้างเสาหลักเมืองนี้ โดยนำเสาหลักเมืองน่านต้นเดิมมาเกลาแต่งใหม่ แล้วสลักหัวเสา เป็นพรหมสี่หน้าจนเป็นเสาหลักเมืองมาจนทุกวันนี้

 เหราคายพญานาคสามเศียร

กลับมาที่เจ้าตัวประหลาด “เหรา” หรือ “มกร” เป็นสัตว์ในความเชื่อของพม่าและล้านนา ว่าเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของความไม่รู้หรืออวิชชา ส่วนที่คายนาค หรือเทวดา หรือสัตว์ที่บำเพ็ญบุญออกมา นั้นก็เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงการก้าวเข้าสู่วิชา


ทั้งนี้เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้กับผู้ที่มาวัด เข้าโบสถ์ ว่าเรามาเพื่อบำเพ็ญบุญกุศล เพื่อกำจัด “อวิชชา” หรือ “ความไม่รู้”ของเรานั่นเอง.

 เหราคายพญาครุฑ

"ฮ้านน้ำ...น้ำใจ๋คนน่าน" ร้านน้ำ...น้ำใจคนน่าน

 ร้านน้ำในบริเวณวัดภูมินทร์ (เหม่ง วาไรตี้ทราเวล...ภาพ) 
วิจิตร จิตรวงศ์นันท์... เรื่องและภาพ

วิถีแห่งชนคนเมืองน่านแต่ดั้งเดิมมาผู้คนที่มีบ้านเรือนอยู่ติดกับถนนหนทางจะสร้างร้านน้ำไว้ใกล้กับประตูหน้าบ้านของตน โดยจะมีหม้อน้ำ ๒ - ๓ ใบ (เป็นหม้อดินเผา ปั้นโดยช่างปั้นหม้อในท้องถิ่น) พร้อมด้วยกระบวยตักน้ำ ทำจากกะลามะพร้าว ด้ามทำมาจากไม้เนื้อแข็ง แกะสลักเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ ส่วนมากจะเป็นรูปหางพญานาคอย่างสวยงาม ผู้ที่สัญจรผ่านทางไปมาก็สามารถแวะตักน้ำดื่มได้ตามความต้องการของตน

ปัจจุบันนี้ไม่เห็นร้านน้ำหน้าบ้านอีกแล้ว แต่น้ำใจคนน่านยังมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม

 ร้านน้ำหน้าบ้านหลวงธนานุสรณ์


ภาพที่ท่านเห็นอยู่นี้ เป็นร้านน้ำที่บ้านคุณหลวงธนานุสรณ์ (ช่วง โลหะโชติ) บรรพบุรุษของ สส.น่านหลายท่าน

เรื่องร้านน้ำนี้มีเกล็ดขำ ๆ เล่าสู่กันมาอยู่เรื่องหนึ่ง ผู้เขียนจำมาจากผู้เฒ่าผู้แก่

ท่านเล่าให้ฟังว่ามีบ้านหลังหนึ่ง เจ้าของบ้านท่านตั้งร้านน้ำไว้หน้าบ้าน เพื่อเป็นการทำทานแก่ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา โดยมีหม้อน้ำ ๓ ใบ กระบวย ๓ ขนาด คือขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก

 อยู่มาวันหนึ่ง มีคนสัญจรเดินผ่านทางมาถึงหน้าบ้านหลังนั้น ผู้ผ่านทางคงจะกระหายน้ำมาก จึงตรงเข้าไปหยิบกระบวยขนาดเล็กจ้วงตักน้ำจากในหม้อขึ้นมาดื่มถึง ๓ กระบวย

เจ้าของบ้าน ซึ่งนอนเล่นอยู่ใต้ถุนบ้านมองเห็นดังนั้น ก็ลุกขึ้นมา เดินเข้าไปหาคนผ่านทาง
แล้วต่อว่า “ท่านกระหายน้ำมาก ทำไมไม่ใช้กระบวยใหญ่ตักล่ะ”

ผู้ผ่านทางก็มองหน้าเจ้าของบ้าน ขอบคุณ แล้วก็เดินจากไป

ต่อมามีคนผ่านทางอีกคนหนึ่ง ผ่านมาถึงหน้าบ้านหลังนั้น แล้วแวะเข้าไปดื่มน้ำ
โดยใช้กระบวยใบใหญ่ตักน้ำขึ้นดื่ม เมื่อดื่มไม่หมดก็เททิ้ง

  เจ้าของบ้านมองเห็นก็เดินเข้ามาต่อว่าอีก “ท่านไม่กระหายมากทำไมไม่ใช้กระบวยใบกลางหรือใบเล็กล่ะ”

    คนผ่านทางก็ไม่ตอบโต้แล้วเดินทางต่อไป 

   คำเล่าลือถึงความเป็นคนเจ้าระเบียบ และรู้จักประมาณตนของเจ้าของบ้านหลังนั้น ถูกเล่าขานสืบต่อกันมาจนถึงรุ่นของข้าพเจ้า

 ร้านน้ำในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน (ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...ภาพ) 

Sunday, April 23, 2017

เรื่องของกิ๋นนี้ขอหื้อบอก (เรื่องของกินนี้ขอให้บอก)

เรื่องและภาพโดย กลุ่ม ๑๐ นายวณิชโรจน์ พรธนศิษฐ์ (หมู) นาย ธีรภัทร บัวหลวง นาย เมธาสิทธิ์ บุญใส นาย ศิลปิน สาลี และนาย พิสิฎฐ์ บัวแผ่น
รางวัลสารคดีสั้นดีเด่นประเภทกลุ่ม ในโครงการอบรมเยาวชน Youth Bloggers รุ่นที่ ๑๐ โรงเรียนฝางชนูปถัมภ์ จังหวัดเชียงใหม่

ป้อดเซอะลำแต้ๆ” (อร่อยมาก ๆ)
ไม่ว่าจะอุทานเป็นคำใด ก็ไม่สามารถอธิบายได้ถึงความอร่อยจากผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อว่า “ดอยคำ” ซึ่งผลิตจากผลไม้สดคัดสรรอย่างดีจากสวน ทั้งสดและสะอาด ปลอดสารพิษ

ผลิตภัณฑ์ที่ดอยคำผลิตมี ผลไม้อบแห้ง “กรอบ ๆ หวาน ๆ อร่อยแบบมีประโยชน์” แยมผลไม้ “ผลิตจากผลไม้สดแท้ ๑๐๐% น้ำผลไม้สด “หวานกำลังดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย” ผลไม้อัดกระป๋อง “ผลไม้สดเนื้อๆแน่น ๆ หวานฉ่ำ”
อู้นักน้ำลายหกหมดละ ลองจิมแห๋มซักติ่นลุ(ลองกินอีกซักชิ้นสิ)
“อร่อยจนต้องร้องขอชีวิต”
ที่อร่อยมากมายขนาดนี้ เป็นเพราะพระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ ๙  ผู้ทรงทำให้ “ดอยฝิ่น” กลายมาเป็น “ดอยคำ” หนึ่งใน ๔,๔๔๗ โครงการของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ที่ทำเงินและรายได้ให้กับชาวเขาเป็นกอบเป็นกำ ทำให้ชาวบ้านเลิกฝิ่นและหันมาปลูกอย่างอื่นแทน
ครั้งแรกโรงงานดอยคำยังเป็นโรงงานชั่วคราวเล็ก ๆ ยังผลิตแต่น้ำนมถั่วเหลืองและผลไม้อัดกระป๋อง จนกระทั่งขยายโรงงานมาเรื่อย ๆ
ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงเน้นให้ชาวบ้านปลูกพืชเมืองหนาว เพื่อลดการติดฝิ่นของวัยรุ่น เป็นภูมิคุ้มกันพื้นฐานของชาวบ้าน นอกจากนั้นภายในโครงการยังมีแปลงเกษตรสาธิตไว้ให้ผู้สนใจได้เยี่ยมชมและศึกษา

ตอนที่ในหลวง ร.๙ ทรงมรพระราชดำริให้สร้างโครงการนี้ ได้ตรัสไว้ว่า “ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา เน้นช่วยเหลือเกษตรกรโดยไม่หวังผลกำไร
ทั้งหมดนี้ทำให้ผมรู้ว่า พระองค์ทรงแก้ปัญหาทุกอย่างได้ด้วยโครงการเดียว เป็นโครงการที่มีชื่อว่า "ดอยคำ"
 ทั้งอร่อยและมีประโยชน์อย่างมากมาย ได้ทั้งความรู้เกี่ยวกับพระอัจฉริยภาพในการแก้ปัญหา
ทั้งนี้อยากบอกหลายๆกำเลยว่า "ดมก่อหอม กินก่อลำ เป็นของดอยคำ ตึงลำเซี้ยงหมด" (ดมก็หอม ทานก็อร่อย เป็นของดอยคำ ต้องอร่อยทุกอย่าง)




Sunday, February 19, 2017

ความลับของ ย.ยักษ์

เรื่องและภาพโดย กลุ่มที่ ๔ นิภาพร เบ็ญพาด ปณิลดา เบ็ญพาด จุฑาทิพย์ บุญเมฆ อฑิตยา แสงเพ็ชรอ่อน และสิขรินทร์ เปรมปรีดิ์ ผลงานสารคดีกลุ่มจากโครงการอบรมเยาวชน Youth Bloggers รุ่นที่ ๙


ยักษ์ในความคิดของท่านของอาจจะเป็นสิ่งดุร้ายและน่ากลัว แต่ก็ไม่เสมอไป สำหรับยักษ์ที่ข้าพเจ้ากำลังจะกล่าวถึงต่อจากนี้

ในวัดทิพย์สุคนธารามมีพระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ในพระบรมราชินูปถัมภ์ที่เป็นจุดไฮไลต์

ส่วนใหญ่ถ้าพูดถึงวัดทิพย์สุคนธาราม คนทั่วไปต้องนึกถึงพระปางขอฝนองค์นี้เป็นสิ่งแรก


แต่ท่านคงไม่ได้สังเกตว่า จะมียักษ์อีกสองตนยืนอยู่ทางด้านซ้ายและด้านขวาขององค์พระพุทธเมตตา ฯ ด้านซ้ายเป็นยักษ์ตัวสีแดง และด้านขวาเป็นยักษ์ตัวสีเขียว

ท่านอาจจะเคยเห็นรูปปั้นยักษ์แบบนี้ในหลายวัดหรือตามสถานที่ต่างๆ ดิฉันได้ไปเก็บภาพแล้วเกิดความสงสัยว่ายักษ์ทั้งสองตนนี้มีหน้าที่อะไร แล้วทำไมถึงมาตั้งอยู่ที่วัดทิพย์สุคนธาราม

สอบถามข้อมูลจากคุณพรธิดา สกุลสินเพ็ชร (แป้ง) เจ้าบ้านน้อยจิตอาสาพาชมพุทธอุทยาน ของทางวัดทิพย์สุคนธาราม ก็ได้ทราบว่า ยักษ์ตนสีเขียวมีนามว่า ท้าวสุบรรณคีรี (ทศกัณฐ์) ส่วนยักษ์ตนสีแดงมีนามว่า ท้าวไวยเวศ ยักษ์ทั้งสองตนจะคอยปกปักรักษาวัดทิพย์สุคนธารามจากสิ่งชั่วร้าย ไม่ให้เข้ามาทำลายพระพุทธศาสนา


ที่สำคัญยังเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองวัดทิพย์สุคนธารามให้สืบทอดพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป


รู้หรือยังวัดทิพย์ฯก็มีทะเลนะ


เรื่องและภาพโดย กลุ่มที่ ๕ นางสาวพรธิดา สกุลสินเพ็ชร นางสาวปวิตรา ชำนาญ นางสาวบุษราคัม พลกลาง นางสาวพัชราภรณ์ ปานเพชร นางสาวชลลดา วงษ์สนิท และนางสาวจันทรัตน์ จันทะบุตร
ผลงานสารคดีดีเด่นประเภทกลุ่มในการอบรมเยาวชน Youth Bloggers รุ่นที่ ๙ 

นอกจากองค์พระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ พระพุทธรูปปางขอฝนที่เป็นไฮไลท์ของวัดทิพย์สุคนธารามแล้ว

ยังมีอ่างเก็บน้ำในพระบรมราชินูปถัมภ์ ซึ่งมีทั้งหมด ๓ อ่าง สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งน้ำสำหรับนำมาใช้ประโยชน์ภายในโครงการ ฯ และยังแจกจ่ายชาวบ้านรอบ ๆ  


แต่อ่างที่เป็นไฮไลท์ที่สุด คืออ่างที่สอง เนื่องจากมีความสวยงามเหมือนทะเลขนาดย่อม ๆ เพราะผืนน้ำสะท้อนกับท้องฟ้าจนเห็นเป็นสีฟ้าคราม 

เป็นจุดสนใจของวัยรุ่นในอำเภอห้วยกระเจาแวะเวียนมาเที่ยวถ่ายภาพกันเสมอ

บริเวณอ่างที่สองยังมี "ต้นแจง" ที่อยู่บนเกาะเล็ก ๆ กลางอ่างนั้นด้วย 

มีเรื่องเล่าว่าระหว่างที่กำลังทำการขุดอ่างเก็บน้ำอยู่นั้น คนงานได้พบงูใหญ่อยู่ตรงต้นเเจงด้วย ต่อมาจึงได้มีการสร้างศาลเพื่อให้ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯได้สักการะ

เรื่องปาฏิหาริย์อีกเรื่องคือต้นแจงเป็นไม้ยืนต้นที่ไม่ชอบน้ำ แต่เมื่อผันน้ำเข้ามาในอ่างแล้ว ต้นแจงยังยืนต้นอยู่ได้ ชาวบ้านถือว่าคือเรื่องที่น่าอัศจรรย์




Thursday, February 16, 2017

พระผู้ฝากดีไว้กับชาวสระลงเรือ

 ประติมากรรมหลวงพ่อหล่วน ประดิษฐานในมณฑป

พรธิดา สกุลสินเพชร...เรื่องและภาพ
ผลงานรางวัลเนื้อหาสารคดีดีเด่นจากการอบรมเยาวชน YOUTH BLOGGERS รุ่นที่ ๙
ตั้งแต่เด็กยันโตฉันจำได้ว่าที่วัดสระลงเรือจะมีงานประจำปีทุกปี
พอถามย่าว่าเป็นงานอะไร ย่าก็บอกว่าเป็นงานประจำปีหลวงพ่อหล่วน แต่ฉันไม่เคยถามต่อ ว่าหลวงพ่อหล่วนเป็นใคร 
มารู้ทีหลัง ว่าหลวงพ่อหล่วน กนฺตสีโล คืออดีตเจ้าอาวาสวัดสระลงเรือ เป็นผู้ที่ทำให้วัดสระลงเรือเริ่มเป็นที่รู้จักในสมัยก่อน ด้วยอุปนิสัยที่ใจดี เคร่งครัดในศีล และเป็นที่เคารพนับถือในบรรดาชาวบ้านสระลงเรือสมัยนั้น เมื่อท่านมรณภาพลง จึงได้มีการสร้างมณฑปและมีรูปเหมือนของท่าน ตั้งอยู่บริเวณหน้ากุฏิของพระสงฆ์
 มณฑปหลวงพ่อหล่วน

ต่อมาได้มีการจัดทำจี้สร้อยคอเป็นรูปของหลวงพ่อหล่วน เพื่อให้ชาวบ้านนำไปบูชา มีการกล่าวขานถึงความศักดิ์สิทธิ์ของจี้หลวงพ่อหล่วนสืบต่อกันมา คุณป้าสงวน ปิ่นกุมภีร์ อายุ ๗๕ ปี เล่าว่า ครั้งหนึ่งได้มีนักท่องเที่ยวจากจังหวัดเลยมาเที่ยววัดสระลงเรือ และได้เช่าบูชาจี้หลวงพ่อหล่วนไปเป็นจำนวนหลายองค์ ระหว่างเดินทางกลับเกิดประสบอุบัติเหตุ แต่ไม่มีใครเป็นอะไรเลย เขาเชื่อว่าเป็นบารมีของหลวงพ่อหล่วนที่ช่วยคุ้มครอง จึงได้กลับมาไหว้และเช่าบูชาจี้ไปอีกหลายองค์
 จี้ห้อยคอหลวงพ่อหล่วน

คุณป้าสงวนเล่าต่ออีกว่า หลวงพ่อหล่วนท่านใจดี ใครเป็นคนดี ขออะไรท่านก็ให้ทั้งนั้น ถ้าอยากเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นไปอีก ให้ห้อยจี้ทั้งหลวงพ่อหล่วนและหลวงพ่อดำ พระประธานโบราณของวัดสระลงเรือด้วย ท่านจะคุ้มครองให้แคล้วคลาดปลอดภัย ถ้าจะบนบานศาลกล่าว ก็ให้บนทั้งสองที่ เพราะบารมีของหลวงพ่อทั้งสองจะช่วยให้ประสบความสำเร็จ
ปัจจุบันยังคงมีการจัดงานประจำปีขึ้นทุกปี เพื่อเป็นการทำบุญและระลึกถึงคุณงามความดีหลวงพ่อหล่วนอยู่เสมอ
 ผู้มาเยือนไหว้สักการะรูปหลวงพ่อหล่วน